“สุวรรณไพศาลขนส่ง” ขนส่งรายได้แห่งเมืองเหนือติดปีกธุรกิจด้วยไอที

ใส่ความเห็น

บริษัทขนส่งอายุเก่าแก่กว่า 20 ปีแห่งภาคเหนือตอนบน นาม “สุวรรณไพศาลขนส่ง” ปฏิวัติธุรกิจขนส่งท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมและสร้างแต้มต่อในการแข่งขันรับตลาดเสรีอาเซียนเปิดที่คาดว่าจะมีคู่แข่งต่างชาติทยอยตบเท้าเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดโลจิสติกส์อย่างแน่นอน

สุรชิน ธัญญะผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุวรรณไพศาลขนส่ง จำกัด ทายาทรุ่นสองของครอบครัวที่เบนเข็มชีวิตจากนักเรียนนอกด้านคอมพิวเตอร์มารับช่วงกิจการขนส่งต่อจากบิดา เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ตนเองเข้ามาบริหารธุรกิจขนส่งของครอบครัวก็พบปัญหามากมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ ต่อศักยภาพการแข่งขันของบริษัท และต่อความสะดวกสบายต่อบริการที่ลูกค้าจะได้รับ ด้วยความที่มีพื้นฐานมาจากสายงานคอมพิวเตอร์ที่ร่ำเรียนมา ตนจึงลุกขึ้นปฏิวัติระบบงานภายในของบริษัทใหม่ทั้งหมด โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือหลัก

“ตอนเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ตอนนั้นระบบงานทุกอย่างเป็นระบบทำงานด้วยมือ (Manual) ทั้งหมด ซึ่งระบบดังกล่าวไม่สามารถรองรับงานที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

บริษัทมีบริการรับขนส่งสินค้า 4 ประเภท ได้แก่ รถจักรยายนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้คอนเทนเนอร์ และสินค้าโชว์ห่วย โดยมีรถบรรทุกทั้งสิ้นมากกว่า 60 คันรวมกันในหลายประเภทอาทิ รถบรรทุก 18 ล้อ 10 ล้อ และ 6 ล้อ ทั้งแบบพ่วงและแบบลาก มีบริการรับและส่งสินค้าแบบรายชิ้นและเหมาคัน ทำให้รายละเอียดของเนื้องานในแต่ละวันมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งในอดีตไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลการทำงาน และไม่มีการใช้ระบบไอทีใดๆ เข้ามาช่วยจัดการบริหารข้อมูลการบริการของบริษัทเลย ทำให้เกิดความผิดพลาดในการขนส่งบ่อยครั้ง และเกิดการสูญเสียต้นทุนจากการไม่มีข้อมูลหรือหาข้อมูลไม่พบ เนื่องจากข้อมูลถูกจดด้วยลามือพนักงานและไม่มีการจัดเก็บเข้าระบบ

“เมื่อก่อนปัญหาที่เจอประจำคือ ส่งสินค้าผิด ไม่ก็ส่งไปแล้วของไม่ครบ เพราะรถหนึ่งคันเราขนสินค้าจำนวนมาก และส่งให้กับลูกค้าหลายราย (หากเขาไม่ได้ใช้บริการเหมาคัน) ในใบรายการส่งสินค้าก็เขียนขึ้นใหม่ด้วยรายมือพนักงาน ที่เขียนมาจากใบสั่งบริการขนส่งจากลูกค้าหลายๆ ราย มารวมไว้ในใบเดียว ซึ่งการมาเขียนใหม่ ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ ผิดเรื่องประเภทสินค้าบ้าง จำนวนบ้าง สถานที่ เป็นต้น ซึ่งความผิดพลาดแบบนี้ลูกค้าไม่พึงพอใจ และจะไม่มาใช้บริการเราอีก”

บริษัทได้ร่วมกับบริษัทซอฟต์แวร์ไทยพัฒนาระบบ “Fleet Soft” ขึ้นมาเพื่อใช้บริหารการข้อมูลการให้บริการทั้งหมดของบริษัทโดยเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้บริการขนส่งทั้งหมดของลูกค้า รวมทั้งข้อมูลสถานที่จัดส่งและเส้นทางขนส่ง รวมถึงข้อมูลรถและคนขับ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้นอกจากจะจัดเก็บและใช้เองภายในบริษัทแล้ว บริษัทยังเปิดให้ลูกค้าของบริษัทเข้ามาดูข้อมูลสถานะของการขนส่งได้แบบทันทีทันใดผ่านหน้าเว็บได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

“เราพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ขึ้นมาจากความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาในการทำงานของเราเอง พอทำไป ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบ แต่เราสามารถนำระบบนี้ไปให้ลูกค้าเราได้ใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย ซึ่งบริษัทเพิ่งจะเดินระบบเต็มรูปแบบมาได้ราว 3 เดือนปรากฏว่าเราได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 10 ราย นักว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทันตาเห็นอย่างมาก”

สุรชิน บอกว่า รถทุกคันจะติดกล่องดำ หรือ ‘Black Box’ ที่มีทั้งสัญญาณ GPS และ GPRS เพื่อให้บริษัทและลูกค้าที่มาใช้บริการขนส่งสินค้ากับบริษัทสามารถติดตามสถานการณ์เดินรถของรถคันนั้นๆ ได้ตลอดเวลาผ่านหน้าเว็บไซต์ และหากสิ้นค้าส่งถึงมือผู้รับ เจ้าหน้าที่ส่งสินค้าจะให้ผู้รับเซ็นรับของลงบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทันทีที่ลูกค้าเซ็นรับของ ระบบจะรับรู้โดยอัตโนมัติว่าสินค้าได้ส่งถึงมือลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

นอกจากจากนำไอทีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านการขนส่งแล้ว บริษัทยังได้นำระบบไอทีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภายใน ได้แก่ ระบบดูแลรักษารถบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินที่หากเสียหรือชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ ต้องส่งซ่อมจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน นั่นเท่ากับโอกาสในการสร้างรายได้จะหายไปด้วย ดังนั้นแทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับรอให้รถเกิดการเสีย

สุรชิน บอกว่า บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลการใช้งานของรถทุกคนเข้าระบบ ว่ารถแต่ละคันวิ่งมาแล้วกี่กิโล เมตรถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ถึงเวลาจ้องซ้อมบำรุงในส่วนใดๆ บ้างก็จะทำทันที ซึ่งการทำเช่นนี้ แม้ว่าจะมีต้นทุนในส่วนค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นราว  60 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ได้รับโอกาสในการที่รถคันนั้นจะไม่ต้องหยุดวิ่งเพื่อเข้าอู่ซ่อม ทำให้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มมาราว 90 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าเมื่อถัวเฉลี่ยแล้วบริษัทมีความสามารถในการสร้างรายได้เพิ่มอีก 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายพื้นที่การให้บริการจากเดิมที่จำกัดอยู่แต่เพียงภาคเหนือตอนบนไปครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจที่มีเส้นทางการขนส่งที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสในการรับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสุรชิน บอกว่า ด้วยระบบไอทีที่บริษัทลงทุนไปช่วยเอื้อให้บริการสามารถให้บริการขนส่งแก่ลูกค้าได้ข้ามผู้ให้บริการแต่ลูกค้ายังคงได้รับคุณภาพและรูปแบบบริการเดียวกัน

การลงทุนในระไอทีครั้งนี้ใช้งบมากกว่า 1 ล้านบาทเพื่อยกระดับความสามารถในการให้บริการของเราให้เข่งขันได้ เราทำตรงนี้เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมกับการแข่งขันเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งหากเราไม่ทำ ไม่ปรับตัว เราจะอยู่ไม่ได้” สุริชนกล่าวทิ้งท้าย

Advertisements

“ระบบลอจิสติกส์” หัวใจความสำเร็จของ “ออฟฟิศเมท”

ใส่ความเห็น

หากคิดถึง “เครื่องใช้สำนักงาน” เชื่อแน่ว่าหลายคนคงจะคิดถึง “ออฟฟิศเมท” ผู้ขายสินค้าเครื่องใช้สำนักงานที่ส่งตรงถึงบริษัท หรือบ้านคุณด้วยสโลแกนการตลาดการันตีคุณภาพว่า “ส่งถึงคุณในวันถัดไป” (สำหรับ 10 จังหวัดรอบกรุงเทพฯ) อย่างแน่นอน

แม้ว่าจะมีสินค้าที่อยู่ในคลังกว่า 20,000 รายการจากซัพพลายเออร์กว่า 400 ราย และต้องจัดส่งให้กับฐานลูกค้าที่มีอยู่ราว 100,000 ราย โดยเป็นลูกค้าองค์กร 80,000 รายและลูกค้าทั่วไป 20,000 ราย แต่ “ออฟฟิศเมท” ก็สามารถจัดส่งสินค้าที่มีความหลายหลายตามใบสั่งซื้อที่เข้ามาเฉลี่ยประมาณวันละ 1,500 ใบสั่งซื้อต่อวัน ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วย และตรงเวลา คุณภาพการบริการเช่นนี้เป็นจุดเด่นที่แม้จะมีผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันแต่ไม่สามารถชิงตำแหน่งเจ้าตลาดการขายเครื่องใช้สำนักงานออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้านของ “ออฟฟิศเมท” ไปได้

วรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ วัยสี่สิบเศษๆ ผู้บุกเบิก “ออฟฟิศเมท” มากับมือจนสามารถนำพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อกลางปีที่ผ่านมา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจ ขายเครื่องใช้สำนักงานออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้านของ “ออฟฟิศเมท” คือการบริหารสินค้าคงคลังและบริหารเส้นทางการจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง “เทคโนโลยีสารสนเทศ” (IT: Information Technology) เป็นตัวช่วยที่สำคัญมาโดยตลอด

บริษัทเริ่มนำระบบไอที และเริ่มพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล และระบบซอฟต์แวร์ด้านลอจิสติกส์ของตัวเองมาตั้งแต่สิบที่แล้ว โดยเริ่มต้นพัฒนาและใช้งานเพียงไม่กี่โมดูล (Module) จากนั้นก็มีการขยายการใช้งานจนครบทุกโมดูลอย่างในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบการจัดซื้อ (Procurement System) ระบบการจัดการคลังสินค้า (Stock Management) และระบบกระจายสินค้า (Delivery System)

วรวุฒิ เล่าว่า ด้วยธุรกิจที่มีหน้าร้านบนอินเทอร์เน็ตและบนหน้ากระดาษแคตตาล็อก ทำให้ความท้าทายของธุรกิจ คือ การบริหารคลังสินค้าและการจัดส่งให้สินค้าถึงมือลูกค้าได้ถูกต้องครบถ้วนในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งบริษัทต้องการตัวช่วยในเรื่องของการบริหารสินค้าคงในคลังกับการบริหารระบบจัดส่งสินค้า และไอทีคือคำตอบ

บริษัทตัดสินใจลงมือพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เองตามความต้องการใช้งานเฉพาะของตนเอง ด้วยโปรแกรมมือ 40 คนทุกวันนี้บริษัทมีระบบไอทีเป็นแกนหลักสำคัญในการทำให้กระบวนการทำงานของบริษัทไหลลื่นต่อเนื่องแบบอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่ ระบบการจัดซื้อ ระบบจะตรวจสอบดูว่าในคลังสินค้าสินค้าใดลดน้อยลงจนถึงขีดที่ต้องสั่งสินค้าเข้ามาสต็อกเพิ่มบ้าง ทั้งนี้บริษัทกำหนดให้คลังสินค้าขนาด 7,200 ตารางเมตรต้องสต็อกสินค้าได้ไม่เกิน 30 วันขาย ทำให้ระบบต้องคำนวณขนาดพื้นที่ ประเภทสินค้า และปริมาณการขายเพื่อใช้ในการสั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์เข้ามาเก็บไว้ที่สต็อก

จากนั้นบริษัทก็มีระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการขายสินค้าของบริษัท นั่นคือ ทุกครั้งที่มีการขายเกิดขึ้น ณ หน้าร้านออนไลน์ หรือบนแคตตาล็อก รายละเอียดคำสั่งซื้อจะเข้ามาตัดสต็อกเองอัตโนมัติ ทำให้ระบบสินค้าคงคลังของบริษัทมีความเป็นปัจจุบันสูงมาก

นอกจากนี้ บริษัทยังเก็บข้อมูลรายงานการขายเพื่อวิเคราะห์ประเภทสินค้าขายดี หรือสินค้าที่มีการหมุนเวียนเร็ว เพื่อออกแบบการจัดวางสินค้าภายในคลังสินค้า เพื่อให้การเคลื่อนขนย้ายสินค้าเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว สิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด อาทิ สินค้าที่มีการหมุนเวียนเร็วจะอยู่ใกล้กว่าสินค้าที่หมุนเวียนช้า เป็นต้น

ระบบต่อมาคือ ระบบการจัดส่งสินค้า ในส่วนนี้บริษัทมีการติดอุปกรณ์ GPS (Global Positioning System) ไว้ที่รถขนส่งสินค้าทั้ง 65- 70 คันที่ต้องวิ่งส่งสินค้าในแต่ละวัน โดยรถแต่ละคันมีภารกิจต้องส่งสินค้าโดยเฉลี่ยคันละ 35 จุดต่อวัน โดยรถแต่ละคันขนส่งสินค้าที่มีมูลคาโดยเฉลี่ยประมาณ 90,000-100,000 บาทต่อวัน ดังนั้น การติด อุปกรณ์ GPS ในรถทุกคันนอกจากจะช่วยเรื่องของความปลอดภัยของสินค้าแล้วยังช่วยเรื่องการทำ Real Time Tracking เพื่อตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่ารถแต่ละคันวิ่งอยู่เส้นทางใดและอยู่  ณ จุดใดบ้าง นอกจากนี้ ระบบยังเก็บข้อมูลเส้นทางที่รถแต่ละคันวิ่งส่งสินค้าให้ลูกค้าตามทุกต่างๆ เพื่อมาคำนวณ วิเคราะห์ และออกแบบเส้นทางขนส่งสินค้าที่ดีที่สุด คือ เส้นทางที่ใกล้ที่สุด เส้นทางที่สะดวกที่สุด เพื่อลดเวลาและปริมาณน้ำมันในการส่งสินค้าในแต่ละเที่ยวลงได้เป็นอย่างดี

“ระบบไอทีทำให้เราสามารถบริหารการขนส่งสินค้าได้มีประสิทธิภาพ เราสามารถรักษาคุณภาพการจัดส่งสินค้าในเวลาที่เราการันตีกับลูกค้าได้ สามารถส่งสินค้าที่มีความหลากหลายให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างครบถ้วนถูกต้องแม่นยำ และเราสามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดต้นทุนค่าน้ำมันลดลง เดิมก่อนมีระบบไอทีใช้งานเต็มรูปแบบอย่างนี้ เราต้องใช้รถถึง 80 คัน เพื่อรองรับการส่งสินค้า 1,200 คำสั่งซื้อต่อวัน แต่ตอนนี้เราใช้รถแค่ 65-70 คันรองรับปริมาณคำสั่งซื้อ 1,500 คำสั่งซื้อต่อวัน”

ด้วยระบบงานที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ทำให้ผลประอบการของบริษัทตลอด 8 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่องราว 35-50 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเพิ่งมาเติบโตลดลงในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมถดถอยและปัญหาทางการเมือง ซึ่งกระทบต่อธุรกิจบ้าง แต่ก็มีการเติบโตอยู่ราว 15 เปอร์เซ็นต์ โดยในปีนี้คาดว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์

วรวุฒิ กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทจะมีการอัพเกรดระบบไอทีครั้งใหญ่ โดยมีเป้าว่าต้องลดต้นทุนของการส่งสินค้าจากเดิมที่ต่ำอยู่แล้ว คือ ราว 2.5-2.8 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ให้ลดลงเหลือไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย